ธนกฤต กาลเศรณี HonFBPS...เรื่อง/ภาพ

Basic Studio Lighting II

 

จากตอนที่แล้ว เราได้เรียนรู้เรื่องหลักการพื้นฐานของการจัดไฟสตูดิโอ และการใช้อุปกรณ์กระจายแสงชนิดต่างๆ ในการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการจัดไฟสตูดิโอ

โดยปกติการจัดไฟสตูดิโอจะเริ่มจากการออกแบบแสงต่างๆ ตั้งแต่แสงหลัก แสงรอง แสงส่องผม แสงส่องฉาก ฯลฯ ซึ่งจะใช้ไฟมากน้อยกี่ดวงก็ขึ้นกับภาพที่ช่างภาพต้องการนำเสนอ โดยสามารถกลับไปอ่านทบทวนเรื่องจุดประสงค์และประโยชน์ของแสงชนิดต่างๆ ได้ในตอนที่แล้ว

การจัดวางไฟสามารถวางได้ในทิศทางตั้งแต่ด้านหน้าหลังตำแหน่งกล้อง ไล่วนไปได้ทุกทิศทุกทางรอบตัวแบบ 360 องศา ดังแผนผังทิศทางการจัดแสงในภาพ

 

 

ทั้งนี้การจัด แสงหลักและแสงรอง ในแต่ละทิศทางจะมีผลต่อค่าความเปรียบต่างที่เกิดขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า “อัตราส่วนของแสง” ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความต้องการในการเปิดรายละเอียดและสร้างอารมณ์ให้กับภาพ เช่น
- อัตราส่วน 1 : 2 หรือ 1/2 แสงหลักจะมีปริมาณแสงมากกว่าแสงรอง 2 เท่า หรือต่างกัน 1 Stop
- อัตราส่วน 1 : 3 หรือ 1/3 แสงหลักจะมีปริมาณแสงมากกว่าแสงรอง 3 เท่า หรือต่างกัน 1.5 Stop
- อัตราส่วน 1 : 4 หรือ 1/4 แสงหลักจะมีปริมาณแสงมากกว่าแสงรอง 4 เท่า หรือต่างกัน 2 Stop
- อัตราส่วน 1 : 8 หรือ 1/8 แสงหลักจะมีปริมาณแสงมากกว่าแสงรอง 8 เท่า หรือต่างกัน 3 Stop
- อัตราส่วน 1 : 16 หรือ 1/16 แสงหลักจะมีปริมาณแสงมากกว่าแสงรอง 16 เท่าหรือต่างกัน 4 Stop เป็นต้น

แสงเงายิ่งมีความเปรียบต่างกันมากเท่าไร อารมณ์ในภาพที่ปรากฎในการถ่ายภาพบุคคลก็สื่อให้เห็นถึงความมีอำนาจ มีพลัง ดูลึกลับ น่ากลัว ซึ่งจะเป็นที่นิยมในการถ่ายภาพผู้นำ หรือผู้สูงอายุ มากที่สุด

แต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพนางแบบ นายแบบ ให้ดูสวยงาม อ่อนหวาน ใสๆ เรามักจะให้แสงเงาที่อัตราส่วนของแสงหลัก และแสงรองที่ 1/2 , 1/3 หรือ 1/4 เท่านั้น

การวัดแสงไฟแฟลชสตูดิโอนั้น เป็นการวัดแสงแบบตกกระทบ (Incident Lighting) เราจึงไม่สามารถวัดแสงจากในตัวกล้องซึ่งเป็นการวัดแสงแบบสะท้อนวัตถุ (Reflected Light) ได้ ดังนั้นการจะวัดกำลังไฟแฟลชสตูดิโอได้จึงต้องใช้เครื่องวัดแสงแบบมือถือ ซี่งเป็นอุปกรณ์วัดแสงที่สามารถวัดแสงแบบแสงตกกระทบได้ โดยวิธีใช้งาน ช่างภาพจะต้องถือเครื่องวัดแสงในตำแหน่งใกล้กับบริเวณหน้าของนางแบบ ซึ่งถือเป็นส่วนที่เราเน้นเรื่องค่าแสงที่ถูกต้องมากที่สุดในเฟรมภาพ โดยให้หันโดมสีขาว (คล้ายลูกปิงปองผ่าซีก) เข้าหาหัวไฟแฟลชที่กำลังต้องการวัดค่าแสงอยู่

ในการวัดแสงนี้ ลำดับแรกเราควรจะตั้งค่าความไวแสง (ISO Speed) ที่เครื่องวัดแสงก่อน ปกติจะตั้งที่ค่าต่ำสุดที่กล้องตั้งค่าได้ คือที่ ISO 100 จากนั้นจึงกำหนดค่ารูรับแสงหลักของกล้องที่จะใช้ในการถ่ายภาพ เพื่อจะทำให้ง่ายต่อการกำหนดอัตราส่วนของแสงไฟหลัก กับแสงของไฟดวงอื่นที่จะใช้ในการถ่ายภาพ โดยเราจะทำการวัดกำลังไฟแฟลชทีละดวง หลักการคือ เปิดไฟแฟลชสตูดิโอเฉพาะดวงที่กำลังวัดแสงอยู่ ส่วนดวงอื่นให้ปิดหมด เพื่อป้องกันการวัดแสงที่อาจจะผิดพลาดได้ อันเนื่องมาจากมีแสงแฟลชดวงอื่นเข้ามาผสม และเมื่อวัดแสงทีละดวงเรียบร้อยแล้ว เราจึงทำการเปิดไฟทั้งหมด เพื่อทำการวัดแสงรวม โดยครั้งนี้ให้หันโดมสีขาวเข้าหากล้องถ่ายภาพ ในตำแหน่งที่เราจะใช้ถ่ายภาพ

 

 

ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจการจัดแสงได้ง่ายขึ้น ขอให้ดูภาพตัวอย่างในฉากแรก จากผังการจัดไฟ และภาพตัวอย่างที่ 2-1 และ 2-2 โดยภาพนี้ผมให้น้องเกด นางแบบของเรามาในชุดสีขาว มีช่อดอกไม้ประดับผมเปรียบดั่งนางในเทพนิยายกรีก ที่มีทั้งความสวย และพลังอำนาจอยู่ในตัว ฉากนี้ผมจึงเริ่มจากการใช้ไฟแฟลชเพียงดวงเดียวเป็นไฟหลักในการถ่ายภาพ ซึ่งการใช้ไฟเพียงดวงเดียวก็สามารถถ่ายทอดแสงเงา แสดงรายละเอียด และอารมณ์ของแบบได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้จุดสำคัญของการจัดไฟดวงเดียวจะอยู่ที่การเลือกอุปกรณ์ในการกระจายแสงไฟแฟลช เพื่อถ่ายทอดรายละเอียด และสร้างอารมณ์ให้กับแบบในภาพ ซึ่งในที่นี้ผมเลือกใช้ร่มทะลุเป็นอุปกรณ์กระจายแสง ซึ่งสามารถให้แสงได้ค่อนข้างนุ่มพอสมควร

จุดสำคัญต่อมา คือทิศทางในการวางไฟแฟลช ผมจัดวางไฟประมาณ 45 องศากับตัวแบบ ทั้งในแนวนอนและแนวตั้ง เพื่อให้ได้แสงในรูปแบบ Rembrandt ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในการถ่ายภาพบุคคล จากนั้นจึงลองวัดไฟทั้ง 2 ข้าง โดยตั้งค่ากำลังไฟแฟลชที่แสงหลักให้ได้ค่ารูรับแสงที่ F/8.0 เพื่อให้ได้ความชัดลึกครอบคลุมทั้งตัวแบบ และวัดแสงส่วนเงาที่ด้านหน้าฝั่งตรงข้ามกับไฟหลักได้ที่ F/2.8 แสงเงาที่ได้จึงต่างกันถึง 3 Stop หรือ 1/8

แต่เนื่องจากน้องเกดมีสีผิวค่อนข้างขาว จึงทำให้แสงเงาที่ได้ไม่มีความเปรียบต่างกันมากนัก อารมณ์ของแบบที่ได้ดูเซ็กซี่ น่ามองเหมาะสมกับชุดและเครื่องประดับที่นางแบบใช้ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไฟเพียงดวงเดียวก็สามารถใช้ถ่ายภาพบุคคลได้อย่างสบาย

 

ภาพตัวอย่างที่ 2-1 และ 2-2

 

ตัวอย่างต่อมาผมลองเพิ่มไฟเป็น 2 ดวง ดังภาพที่ 3-1 และ 3-2 คราวนี้ผมให้น้องเกดนำผ้าสีชมพูบางเบามาคลุมที่ไหล่ ให้ดูเหมือนเจ้าหญิงมากขึ้นอีกหน่อย เปลี่ยนฉากจากสีเทามาเป็นสีดำ

ไฟหลัก ใช้กล่องแสงนุ่ม (Soft Box) เป็นอุปกรณ์กระจายแสง เพื่อต้องการให้ได้แสงที่ดูนุ่มนวลกว่าร่มทะลุ ตั้งค่ากำลังไฟ ให้ได้รูรับแสงที่ F/8.0 ลองวัดแสงที่ด้านตรงข้ามกับไฟหลัก แล้วได้ค่ารูรับแสงแค่ F/2.8 ซึ่งมีค่าแสงต่างกันถึง 3 Stop เช่นเดียวกับภาพในฉากแรก แต่คราวนี้ผมใช้แผ่นสะท้อนแสง (Reflex) มาช่วยในการเปิดรายละเอียดของเงาในส่วนมืดด้านตรงข้ามไฟหลัก ทำให้เงาที่เกิดขึ้นดูไม่เข้มมากเหมือนกับภาพจากฉากแรก

และด้วยฉากสีดำเข้ม จะทำให้ภาพของน้องเกดดูแบนขาดมิติได้ ผมจึงเพิ่มไฟดวงที่ 2 โดยใช้โคมสะท้อนแสงใส่รังผึ้ง (Reflector + Honeycomb Grid) เป็นไฟส่องหลัง (Back Light) วางด้านหลังน้องเกดตรงๆ วัดแสงให้ได้ค่ารูรับแสงที่ F/11.0 มากกว่าแสงหลักประมาณ 1 Stop เพื่อสร้างแสงขอบ (Rim Light) ที่บริเวณเส้นผม และไหล่ของน้องเกด ทำให้ภาพดูมีความลึกเพิ่มขึ้น และยังเพิ่มอารมณ์ในภาพให้น้องเกดดูมีความเป็นเจ้าหญิงได้มากขึ้นอีกด้วย
จบไปอีก 1 ฉากกับการถ่ายภาพในสไตล์ที่คล้ายๆ กับแสงแบบโลว์คีย์ (Low Key) ที่ช่างภาพสมาคมฯ ชอบถ่ายกัน

 

ภาพที่ 3-1 และ 3-2

จากภาพทั้งหมดใน 2 ฉากนี้ เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ ในการถ่ายภาพบุคคลด้วยชุดไฟสตูดิโอ ที่ใช้วิธีการจัดแสงแบบเรียบง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมายนัก เหมาะกับช่างภาพมือใหม่ที่คิดจะลองถ่ายภาพในแนวนี้ดูบ้าง คงไม่ยากจนเกินไปนะครับ ถ้ายังสงสัยในรายละเอียดปลีกย่อย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ทาง มือถือ 08-1692-5013 หรือจะเป็นอีเมล์ tanakrit.palm@gmail.com ก็ได้ ยินดีเสมอที่จะตอบทุกข้อซักถามครับ

สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำในการถ่ายภาพบุคคลก็คือ การสื่อสาร พูดจาชมเชย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแบบที่เรากำลังถ่ายภาพ อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจ สร้างการรับรู้ให้กับแบบว่าเราต้องการให้เขา หรือเธอทำท่าทางอย่างไร ให้สวยงามอย่างที่ใจเราต้องการนำเสนอออกมา จะช่วยให้การถ่ายภาพง่ายขึ้นมาก

ฉบับหน้า ผมจะเน้นเรื่องการใช้อุปกรณ์กระจายแสงประเภทอื่นๆ ในการถ่ายภาพบุคคลว่าจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากการใช้ Soft Box และร่มทะลุ อย่างไรบ้าง ลองติดตามดูนะครับ